ภาพวาดแนวไซไฟของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน KSTAR ที่เกาหลีใต้ พร้อมลำแสงพลาสมาสีขาวร้อนจัดภายในห้องทดลองที่ล้อมด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า
ภาพวาดแนวไซไฟของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน KSTAR ที่เกาหลีใต้ พร้อมลำแสงพลาสมาสีขาวร้อนจัดภายในห้องทดลองที่ล้อมด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า

ความสำเร็จในการควบคุมพลาสมาเสถียร 102 วินาที ช่วยให้เพื่อนที่ติดตามพลังงานอนาคตเห็นภาพร่วมกันมากขึ้น

ดวงอาทิตย์เทียมเกาหลีทำสถิติใหม่ ลำดับเรื่องและข้อเท็จจริงสำคัญ

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน KSTAR ของเกาหลีใต้ หรือที่รู้จักในชื่อ 'ดวงอาทิตย์เทียม' สร้างความก้าวหน้าสำคัญด้วยการรักษาพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียสในโหมดเสถียรภาพสูง (H-mode) ได้นาน 102 วินาทีติดต่อกัน ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นที่สถาบันวิจัยพลังงานฟิวชันแห่งชาติเกาหลี (KFE) โดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าควบคุมพลาสมาและอัปเกรดชิ้นส่วนรับความร้อน (divertor) ด้วยโลหะทังสเตนที่ทนต่ออุณหภูมิสูงที่สุดในโลก

การทดลองนี้พิสูจน์ว่ามนุษย์สามารถควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้ในระดับที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตพลังงานสะอาดไร้ขีดจำกัดในอนาคต โดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ปัจจุบัน KSTAR จะยังไม่ผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ แต่ผลลัพธ์นี้ช่วยยืนยันความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์

เป้าหมายต่อไปของทีมวิจัยคือการยืดระยะเวลาการทำงานให้ได้ถึง 300 วินาที ซึ่งจะเป็นหลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพลังงานฟิวชันสามารถใช้งานได้จริงในอนาคต แม้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าได้

ข้อเท็จจริง

  • KSTAR ของเกาหลีใต้รักษาพลาสมาที่อุณหภูมิ 100 ล้านองศาเซลเซียสได้นาน 102 วินาที
  • ใช้สนามแม่เหล็กควบคุมพลาสมาในโหมด H-mode และเปลี่ยนชิ้นส่วนรับความร้อนเป็นทังสเตน
  • เป้าหมายต่อไปคือการยืดเวลาการทำงานให้ได้ 300 วินาที
  • KSTAR ยังไม่ผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ แต่พิสูจน์ความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว

คำอธิบายข่าวแบบภาพของ Canto โดยอาจมีเครื่องมือ AI ช่วยในกระบวนการผลิต นโยบายบรรณาธิการ