
การปรับแผนจัดหาน้ำมันของไทยช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งในฮอร์มุซ ช่วยให้เพื่อนที่ติดตามพลังงานเห็นภาพรวมร่วมกันมากขึ้น

น้ำมันโลกพุ่งหลังศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน ลำดับเรื่องและข้อเท็จจริงสำคัญ
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังกองกำลังสหรัฐฯ ทำการโจมตีหลายพื้นที่ในอิหร่านตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านใช้ขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนอย่างรุนแรง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 95.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นแตะ 92.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดลบและทองคำร่วงจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามและกระทบเสถียรภาพพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมของไทยยืนยันความมั่นคงด้านพลังงาน โดยปรับแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าและลดสัดส่วนการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซจาก 60% เหลือ 30% ด้วยการเพิ่มการนำเข้าจากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันบนเรือและถังสำรอง เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจยืดเยื้อ
บริษัทวิจัย Rystad Energy ประเมินว่าตลาดน้ำมันมีความยืดหยุ่นมากขึ้นจากเส้นทางขนส่งทางเลือกและการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ที่สูงเป็นประวัติการณ์ แต่ยังเตือนว่าโอกาสในการแก้ไขด้วยการทูตในระยะสั้นต่ำมาก ทำให้ราคายังคงอ่อนไหวต่อข่าวความเคลื่อนไหวในภูมิภาค
ข้อเท็จจริง
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 95.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 11 มิ.ย. 2026
- กองกำลังสหรัฐฯ โจมตีหลายพื้นที่ในอิหร่านเมื่อเวลา 17.15 น. ตามคำสั่งผู้บัญชาการสูงสุด
- อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เรือสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ
- กลุ่มโรงกลั่นไทยลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหลือ 30% จากเดิม 60%
- โรงกลั่นไทยเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันบนเรือและถังสำรอง ทำให้มีน้ำมันในระบบมากกว่าปกติ 10 วัน
- Rystad Energy ระบุตลาดน้ำมันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์
คำอธิบายข่าวแบบภาพของ Canto โดยอาจมีเครื่องมือ AI ช่วยในกระบวนการผลิต นโยบายบรรณาธิการ





