
การพึ่งพามูลค่า OpenAI มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้เพื่อนนักลงทุนที่ติดตามเรื่องนี้เห็นภาพรวมร่วมกันได้ดีขึ้น

ซ็อฟต์แบงก์พุ่งสู่จุดสูงสุด แต่หนี้พุ่งเสี่ยงสภาพคล่อง ลำดับเรื่องและข้อเท็จจริงสำคัญ
ซ็อฟต์แบงก์ กรุ๊ป กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในญี่ปุ่น แซงหน้าโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน หลังหุ้นพุ่งขึ้นราว 70% ตั้งแต่ต้นปี 2569 จากกระแสความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ Arm Holdings และความคาดหวังต่ออนาคตของ OpenAI ที่อาจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นด้วยมูลค่ามหาศาล
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในตลาดทุนมาพร้อมกับความเสี่ยงทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยซ็อฟต์แบงก์มีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยในระดับบริษัทแม่รวม 16.3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 104,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2568 โดยเมื่อเดือนมีนาคม บริษัทได้รับเงินกู้ระยะสั้น 40,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนเพิ่มใน OpenAI และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอื่น
นักวิเคราะห์จาก S&P Global และ Davidson Equity Capital Markets เตือนว่า การลงทุนขนาดใหญ่ใน OpenAI ทำให้ซ็อฟต์แบงก์กลายเป็น 'การเดิมพันด้วยหนี้' ใน AI โดยสัดส่วนการลงทุนใน OpenAI อาจคิดเป็นถึง 30% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ใกล้เคียงกับการถือหุ้น Arm Holdings ส่งผลให้ S&P ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือเป็น 'เชิงลบ' เมื่อเดือนมีนาคม
แม้บางส่วนมองว่าสินทรัพย์ของบริษัทยังสูงกว่าหนี้มาก และมีความสามารถในการรองรับความเสียหายได้ แต่กรณีล้มเหลวของ WeWork ที่เคยสร้างความเสียหายกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ ยังเป็นบทเรียนสำคัญ ขณะที่มาซาโยชิ ซน ยังคงเชื่อมั่นใน AI ว่ามีศักยภาพมากกว่ายุคดอทคอมถึง 50 เท่า
ข้อเท็จจริง
- หุ้นซ็อฟต์แบงก์พุ่งขึ้นประมาณ 70% ตั้งแต่ต้นปี 2569 จากความเชื่อมั่นใน AI
- ซ็อฟต์แบงก์แซงโตโยต้าขึ้นเป็นบริษัทญี่ปุ่นมูลค่าตลาดสูงสุดในสัปดาห์นี้
- ณ สิ้นปี 2568 ซ็อฟต์แบงก์มีหนี้ที่มีดอกเบี้ยรวม 16.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 104,000 ล้านดอลลาร์)
- เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ซ็อฟต์แบงก์ได้รับเงินกู้ระยะสั้น 40,000 ล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนใน OpenAI
- S&P Global ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของซ็อฟต์แบงก์เป็น 'เชิงลบ' เมื่อเดือนมีนาคม 2569
- การลงทุนใน OpenAI อาจคิดเป็น 30% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของซ็อฟต์แบงก์
คำอธิบายข่าวแบบภาพของ Canto โดยอาจมีเครื่องมือ AI ช่วยในกระบวนการผลิต นโยบายบรรณาธิการ





