ภาพประกอบแสดงความแตกต่างระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียแบบเสพคอนเทนต์บนมือถือ กับการสื่อสารแบบตัวต่อตัว พร้อมกราฟแสดงระดับความสุขที่ลดลงตามเวลาการใช้งาน
ภาพประกอบแสดงความแตกต่างระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียแบบเสพคอนเทนต์บนมือถือ กับการสื่อสารแบบตัวต่อตัว พร้อมกราฟแสดงระดับความสุขที่ลดลงตามเวลาการใช้งาน

การใช้โซเชียลมีเดียไม่เกินชั่วโมงต่อวันช่วยเพิ่มความพึงพอใจในชีวิต ข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์กับเพื่อนที่กำลังจัดสมดุลการใช้แพลตฟอร์ม

TikTok กับสุขภาพจิตแย่กว่า Facebook ลำดับเรื่องและข้อเท็จจริงสำคัญ

งานวิจัยจาก Wellbeing Research Centre มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ชี้ว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เน้นการเสพคอนเทนต์ เช่น TikTok และ Instagram มีแนวโน้มส่งผลลบต่อสุขภาพจิตมากกว่าแพลตฟอร์มที่เน้นการสื่อสารตรงกับผู้อื่น เช่น Facebook และ WhatsApp ผลการศึกษาอิงจาก World Happiness Report ซึ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานกับระดับความสุขในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศพูดภาษาอังกฤษและยุโรปตะวันตก พบว่าการใช้แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมและอินฟลูเอนเซอร์สัมพันธ์กับความสุขที่ลดลงในกลุ่มคนรุ่นใหม่

นักวิจัยชี้ว่า การใช้โซเชียลมีเดียไม่เกินวันละหนึ่งชั่วโมง กลับให้ผลดีต่อความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าการไม่ใช้เลย แต่ความเป็นจริงคือผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้เฉลี่ย 2.5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเกินระดับที่เหมาะสม หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย จึงเริ่มประกาศมาตรการจำกัด เช่น การแบนผู้ใช้ต่ำกว่า 16 ปี สำหรับแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram และ X ยกเว้นแอปแชทที่เน้นการสื่อสารตรง

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้สุขภาพจิตของเยาวชนเสื่อมถอย ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าครองชีพ ความกังวลเรื่องงาน และอนาคตทางการเงิน ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ทำให้การตีความผลวิจัยต้องพิจารณาบริบททั้งระบบ ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมการใช้แพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

ข้อเท็จจริง

  • งานวิจัยจาก Wellbeing Research Centre มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่า TikTok และ Instagram ส่งผลลบต่อสุขภาพจิตมากกว่า Facebook และ WhatsApp
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเฉลี่ย 2.5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเกินระดับที่เหมาะสมที่วิจัยชี้ว่าไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
  • ออสเตรเลียประกาศแบนโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ครอบคลุม Facebook, Instagram, TikTok และ X ยกเว้น WhatsApp
  • Jan-Emmanuel De Neve ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ชี้ว่าเป้าหมายไม่ใช่เลิกใช้ แต่คือการกลับมาเน้นการเชื่อมต่อกับคนจริงมากกว่าการเสพคอนเทนต์
  • รายงานเน้นว่า ปัจจัยเศรษฐกิจและสังคม เช่น ค่าครองชีพและความกังวลเรื่องงาน มีบทบาทต่อสุขภาพจิตไม่แพ้การใช้โซเชียลมีเดีย

คำอธิบายข่าวแบบภาพของ Canto โดยอาจมีเครื่องมือ AI ช่วยในกระบวนการผลิต นโยบายบรรณาธิการ